บริจาค

เห็นว่า..บล็อกนี้ดี มีประโยชน์... โปรดสนับสนุนผู้ทำบล็อกได้ที่ พร้อมเพย์ 083-4616989
หรือบัญชี 002-1-70462-8 กสิกรไทย สาขาบางลำภู

พระพุทธเจ้าตรัสรู้


หลวงปู่ชั้วได้อธิบายถึงการปฏิบัติธรรมตั้งแต่พื้นฐานคือ สมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานไปแล้ว  ต่อเมื่อก็ถึงตอนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ท่านเขียน ไว้ดังนี้

เมื่อพระพุทธเจ้าทำจบหมดแล้ว ก็รู้ชัดว่า ไม่ใช่หนทางตรัสรู้ เพราะพระองค์ยังทำไม่ถึงพระธรรมกาย

มาถึงตอนนี้ วิชาธรรมกายนั้น ดูเหมือนว่า คุณลุงการุณย์ บุญมานุชจะมีความรู้สูงสุด หลักฐานของผมก็คือ หนังสือที่เกี่ยวกับวิชาธรรมกายนั้น  หนังสือของคุณลุงการุณย์ จะให้คำอธิบายได้ดีที่สุด

ขอยกหลักฐานจากหนังสือ จำนวน 6 เล่ม  สามเล่มแรกคือหนังสือของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ซึ่งจัดพิมพ์โดยหลวงป๋า และหลวงพ่อภาวนาฯ

คู่มือสมภาร
วิชชามรรคผลพิสดาร
วิชชามรรคผลพิสดาร ๒

หนังสือของหลวงพ่อทั้ง 3 เล่มดังกล่าว อ่านแล้วปฏิบัติตามไม่ได้  แต่หลวงป๋า และหลวงพ่อภาวนาฯ ก็ไม่ได้ทำอะไรกับหนังสือดังกล่าว

คุณลุงมาเขียนหนังสืออธิบายวิธีการปฏิบัติของหนังสือทั้ง 3 เล่ม ดังนี้

แนวเดินวิชาหลักสูตรคู่มือสมภาร
แนวเดินวิชามรรคผลพิสดาร
แนวเดินวิชามรรคผลพิสดาร๒

อย่างนี้ ในทางวิชาการ แสดงว่า คุณลุงการุณย์ บุญมานุชมีความรู้สูงกว่า 

อีกประการหนึ่งก็คือ ผลการสอนปฏิบัติธรรมของหลวงป๋ากับคณะศิษย์ของคุณลุงการุณย์ บุญมานุช 

ผลการสอนของหลวงป๋านั้น จะมีคนเห็นดวงธรรม เห็นกายธรรมไม่มากนัก  ตีเอาเสียว่าประมาณ 30% ต่อการสอนครั้งหนึ่ง

ในขณะที่ผลการสอนของลูกศิษย์ของคุณลุง [ปัจจุบันนี้ คุณลุงไม่ได้สอนแล้ว เนื่องจากผ่าตัดลำคอ ต้องใช้เครื่องช่วยพูด] เอาผมเป็นตัวอย่าง สอนได้ผลประมาณ 95% ขึ้นไป 

ดูตัวอย่างการสอนสักนิดหนึ่ง


ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น เพื่อจะบอกว่า ตอนนี้คุณลุงจะใช้ศัพท์เกี่ยวกับกายโลกุตระต่างๆ ว่า “กายธรรม”  เช่น กายธรรมพระโสดา กายธรรมพระอรหัต เป็นต้น

คำว่า “ธรรมกาย” นั้น เอาไว้ใช้คำ “วิชา” เป็น วิชาธรรมกาย เพื่อไม่ให้คนฟังสับสน

ที่ชักแม่น้ำทั้งห้ามาทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะบอกว่า ในเมื่อคนที่มีความรู้สูง มีการเปลี่ยนแปลงศัพท์ในวิชาบ้าง ก็ควรที่จะรับฟัง และนำกันไปใช้ต่อ

เวลานั้นพระองค์ทำได้เพียงกายมนุษย์ละเอียด ทิพย์ รูปพรหม และอรูปพรหมเท่านั้น ก็รู้แน่ว่าไม่ใช่หนทางตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ

ข้อความในส่วนนี้ ก็เช่นเดียวกัน ไม่มีใครสามารถอธิบายได้ว่า “ทำไม เจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงรู้ว่า หนทางนี้ใช่ หนทางนี้ไม่ใช่

การที่เห็นกายในกายอย่างชัดแจ้งนั่นแหละ เป็นตัวบอกว่า สิ่งไหนใช่ สิ่งไหนไม่ใช่  นี่หมายความว่า เจ้าชายสิทธัตถะบำเพ็ญบารมีครบถ้วนแล้วด้วยนะ

คนไหนที่บำเพ็ญบารมียังไม่ครบ  ยังไงๆ ก็ไม่รู้

จึงต้องเสด็จไปบำเพ็ญโดยลำพังพระองค์เองอยู่ถึงหกปี ที่พระองค์ทำโดยยากลำบากนั้น ก็เพราะพระพุทธเจ้าภาคกลาง และภาคดำนั้นคอยเป็นมารขัดขวางอยู่

ไม่ใช่แต่จะขัดขวางพอดีพอร้าย ขัดขวางกันอย่างฉกาจฉกรรจ์ ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าภาคอื่นคอยขัดขวางแล้ว พระองค์ก็ทำได้ง่าย แล้วก็ไม่รู้เรื่องด้วยว่า มีมารคอยขัดขวาง

ต่อเมื่อได้สำเร็จพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว จึงรู้เรื่องมาร พระองค์บำเพ็ญบารมีอยู่ช้านาน ถึงกับต้องอดอาหารและกลั้นหายใจ เพราะมารคอยขัดขวางไว้

แต่อาศัยที่พระองค์มีความเพียรกล้า กับทรงพระปัญญา รู้จักเปลี่ยนแปลงหนทางปฏิบัติ ภายหลังกลับฉันจังหันให้พระวรกายมีกำลัง

จนกระทั่งได้ฉันข้าวมธุปายาสของนางสุชาดา แล้วเอาถาดทองลงลอยในแม่น้ำเนรัญชรา ทรงอธิษฐานทดลองดูพระบารมีของพระองค์ว่า จะสำเร็จพระโพธิญาณหรือไม่

ถ้าพระองค์จะได้สำเร็จแก่พระโพธิญาณก็ขอให้ถาดทองลอยทวนกระแสน้ำนี้ขึ้นไป ถ้าจะไม่สำเร็จแก่พระโพธิญาณก็ขอให้ถาดทองลอยตามน้ำ

พอทรงอธิษฐานแล้วก็ทรงวางถาดทองลงในแม่น้ำเนรัญชรา ถาดทองก็ลอยทวนน้ำขึ้นไปไกลได้ ๒๐ วาของพระองค์แล้วจมลง พระองค์เห็นประจักษ์ ก็แน่พระทัยว่า จะได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ

ครั้นเวลาเย็นได้ทรงรับหญ้าคาแปดกำมือที่พราหมณ์ชื่อ โสตถิยพราหมณ์ น้อมนำมาถวาย แล้วเอาไปทรงลาดลงที่โคนไม้ศรีมหาโพธิที่จะตรัสรู้

ก็ทรงอธิษฐานทดลองดูอีกว่า ถ้าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แล้ว ก็ขอให้เกิดเป็นบัลลังก์แก้วขึ้นเหมือนอย่างคำอธิษฐาน พอสิ้นคำอธิษฐานแล้วก็เกิดเป็นบัลลังก์แก้วสูง ๑๔ ศอกเหมือนคำอธิษฐาน

เมื่อพระองค์เห็นประจักษ์ดังนั้นก็หมดความสงสัย ก็เสด็จขึ้นนั่งบัลลังก์ ตั้งพระทัยว่าถึงเลือดเนื้อและดวงใจจะเหือดแห้ง หรือกระดูกจะกองอยู่ที่นี้ก็ตามเถิด

ถ้าพระโพธิญาณไม่บังเกิด เป็นไม่ลุกจากบัลลังก์นี้เป็นอันขาด

ที่พระองค์จะปักพระทัยหมายมั่นปล่อยชีวิตลงได้ก็เพราะเห็นความอธิษฐานของ พระองค์ปรากฏขึ้นแน่แท้ว่าจะได้ตรัสรู้แน่โดยไม่ต้องสงสัย

ตรงนี้ ขอให้สังเกตไว้ให้ดีว่า ในการอธิษฐานบารมีนั้น มันต้องมีเหตุมีปัจจัยประกอบ  เจ้าชายสิทธัตถะนั้น ลองอธิษฐานมา 2 อย่างแล้ว ประกอบกับบำเพ็ญบารมีมานานแล้ว จนกระทั่งแน่ใจแล้วว่า คราวนี้ต้องบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณแน่ จึงกล้าเอาชีวิตเป็นเดิมพัน

สมมุติเป็นพวกเรา พออ่านหนังสือแล้ว ประทับใจมาก  ไปอธิษฐานว่า ต่อไปนี้ จะนั่งปฏิบัติธรรม จนเห็นดวงธรรม ถ้าไม่เห็นดวงธรรม ก็ขอให้มันตายไปเลย จะไม่ลุกขึ้นเด็ดขาด

ผลก็จะออกมาแบบนี้  นั่งได้ไม่เกิน 5 นาที ก็ขอยกเลิกคำอธิษฐาน เดี๋ยวไปอธิษฐานใหม่พรุ่งนี้ก็ได้ ทำนองนั้น

เหตุว่า พระองค์มั่นพระทัยแน่แล้วก็หลับพระเนตร เข้ากายในกายตั้งแต่กายมนุษย์ กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม สับกายซ้อนกาย จนใสเป็นแก้วดีแล้วหมดทุกกาย

แล้วเข้าไปนิ่งอยู่ในกลางดวงจตุตถมรรคของกลางกายอรูปพรหม

ตอนเมื่อ ธรรมกายจะเกิดขึ้นเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นนั้น มารลุกพรึบทีเดียวพร้อมกันหมดทั้งพระยามารและเสนามาร พระพุทธเจ้าภาคมารขัดขวางกันอย่างฉกาจฉกรรจ์




จักษุ 5 ประเภท

ข้อความนี้ เป็นข้อความที่ต่อมาจากบทความ “วิปัสสนาของหลวงปู่ชั้ว” หลวงปู่ได้เขียนถึงจักษุของกายละเอียดต่างๆ ไว้อย่างชัดเจน ถูกต้อง แบบพระนักปริยัติไม่สามารถทำได้เลย

เมื่อรู้เรื่องกายซ้อนกันแล้ว ก็ฟังง่ายเข้า เมื่อรู้เรื่องกายทิพย์นี้แล้วก็จะได้ดำเนินต่อไป

กายในกายนับ ตั้งแต่กายมนุษย์หยาบหรือกายเนื้อ ก็มีกายมนุษย์ละเอียด, กายทิพย์หยาบ, กายทิพย์ละเอียด ซึ่งเป็นกายที่สี่นับจากกายมนุษย์

ถึงกายนี้แล้ว ก็จะสามารถทำกัมมัฏฐานได้ ๓๐ ที่ตั้ง ตั้งแต่กสิณ ๑๐, อสุภะ ๑๐, และอนุสสติ ๑๐ ตาของกายนี้ เป็น ทิพยจักษุ สามารถเห็นสวรรค์ นรก เปรต อสุรกาย

แล้วเอากายทิพย์นี้แหละ ไปนรก สวรรค์ เปรต อสุรกาย ได้ทุกแห่ง ไปพูดจาปราศรัยกันกับพวกเหล่านั้นได้ ถามถึงบุรพกรรมทุกข์สุขกันได้ทั้งนั้น แต่ว่ายังไม่เห็นพรหมโลกเพราะละเอียดกว่าสวรรค์มาก

ดวงธรรมในกายทิพย์นี้เรียกว่า ทุติยมรรค พอขยายออกเป็นปฏิภาคใหญ่เท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ก็จะเห็นกายที่ ๕ ขึ้นอีก

ผุดขึ้นที่กลางดวงทุติยมรรค เรียกว่า กายรูปพรหมหยาบ และในกลางกายรูปพรหมหยาบก็มีกายรูปพรหมละเอียด เป็นกายที่ ๖

กายนี้สวยงามประดับประดาอาภรณ์ยิ่งกว่าเทวดา กายนี้ทำกัมมัฏฐานได้ ๔ ที่ตั้ง คือรูปฌาน ๔ ดวงตาของกายนี้เป็น ปัญญาจักษุ สามารถเห็นพรหมโลกทั้ง ๑๖ ชั้น

แล้วเอากายนี้ไปพรหมโลกทั้ง ๑๖ ชั้นได้ ไปไต่ถามทุกข์สุขกับรูปพรหมทั้ง ๑๖ ชั้นได้ แต่ว่ายังไม่เห็นอรูปพรหม ๔ ชั้น เพราะละเอียดกว่ารูปพรหมมาก

ต้องเอาเห็น จำ คิด รู้ เข้าไปหยุดนิ่งอยู่เหนือสะดือสองนิ้วมือในกลางกายรูปพรหมที่ ๖ นี้อีก ดวงธรรมในกายนี้เรียกว่า ตติยมรรค

พอขยายเป็นปฏิภาคใหญ่ออกไปเท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ ก็จะเห็นกายอรูปพรหมหยาบ ในกลางกายอรูปพรหมหยาบก็จะเห็นกายอรูปพรหมละเอียดเป็นกายที่ ๘ กายรูปพรหมนี้สวยงามยิ่งขึ้นไปอีก

กายนี้ทำกัมมัฏฐานได้ ๖ ที่ตั้ง คือ อรูปฌาน ๔ และ อาหาเรปฏิกูลสัญญา กับจตุธาตุววัตถานะ รวมเป็น ๔๐ กัมมัฏฐานด้วยกัน

ดวงตาของกายนี้ เป็น สมันตจักษุ สามารถเห็นอรูปพรหม ๔ ชั้น แล้วเอากายนี้ไปอรูปพรหม ๔ ชั้นได้ ไปไต่ถามทุกข์สุขกันได้ แต่ยังไม่เห็นนิพพาน

ต้องเข้าไปนิ่งอยู่เหนือศูนย์สะดือสองนิ้วมือ ในกลางกายอรูปพรหมละเอียดซึ่งเป็นกายที่ ๘ นี้อีก ดวงธรรมในกายนี้เรียกว่า จตุตถมรรค

พอขยายเป็นปฏิภาคใหญ่เท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ ก็จะเห็นกายอีกกายหนึ่งเป็นกายที่ ๙ กายนี้เรียกว่า “ธรรมกาย

เหมือนพระพุทธรูป เกตุแหลมเหมือนดอกบัวตูม สวยงาม ใสเหมือนแก้ว ดวงตาของกายนี้เรียกว่า พุทธจักษุ เห็นนิพพาน

แล้วเอากายนี้แหละไปนิพพานได้ พระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหนก็เห็นหมด ทั้งขาว กลาง ดำ ไปพบปะเห็นทั้งนั้น เรื่องห่มผ้าม้วนขวา ม้วนซ้ายจะไปรู้เรื่องได้หมด

ข้อความข้างต้น สามารถอธิบายได้ทั้งเรื่อง จักษุ 5 และเรื่อง มรรค  

เอาเรื่องจักษุ 5 ที่นักวิชาการอธิบายได้ แต่เป็นมั่วๆ ก่อน ดังนี้

จะเห็นว่า พระพรหมคุณาภรณ์ก็เขียนไปเรื่อยเปื่อย ไม่ได้รู้จริงอะไร  เอาเฉพาะตาของกายละเอียด หลวงปู่ชั้วเขียนไว้ชัดเจนมาก และมีเหตุผลคือ
  • 1) ทิพยจักษุ สามารถเห็นสวรรค์ นรก เปรต อสุรกาย
  • 2) ปัญญาจักษุ สามารถเห็นพรหมโลกทั้ง ๑๖ ชั้น
  • 3) สมันตจักษุ สามารถเห็นอรูปพรหม ๔ ชั้น
  • 4) พุทธจักษุ เห็นนิพพาน

ตาต่างๆ อยู่ตามกาย คือ กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม และกายธรรม และสามารถมองเห็นได้ตามความละเอียดของกาย และของตา  ซึ่งก็สมสมเหตุสมผล

ถ้าท่านผู้ใดทำได้ถึงพระธรรมกายนี้แล้วจึงค่อยเชื่อ หรือจะไม่เชื่อก็ตามใจท่านเถอะ เพราะคนเรามีอยู่สามพวก ขาวพวกหนึ่ง ดำพวกหนึ่ง กลางพวกหนึ่ง

ถ้าพวกขาวก็เชื่อ ถ้าพวกดำก็ไม่เชื่อ ถ้าพวกกลางก็เฉย ๆ ถ้าอยากจะรู้ว่าเป็นพวกขาว กลาง หรือดำ ก็สังเกตดูเอา

ถ้าซื่อตรง นักปราชญ์ ฉลาดใจบุญ ก็ให้รู้ว่าเป็นเครื่องหมายของภาคขาว, ถ้าคดโกง เก่งกาจ ฉลาดใจพาล ก็ให้รู้ว่าเป็นเครื่องหมายของภาคดำ, ถ้าไม่ตรง ไม่โกง นั่นก็เป็นเครื่องหมายของภาคกลาง

ตรงนี้ขอบอกกับท่านผู้อ่านไปเลย เพราะบางท่านสงสัยมานานแล้วว่า ทำไม ผมจึงดูเหมือน “ด่า” คนเอาง่ายๆ เหมือนไม่มีเหตุผล

ผมทำตามคำสอนของหลวงปู่ชั้วนี่แหละ และไปถามคุณลุงด้วย ใครก็ตามที่มาอ่านบทความของผม แล้วโจมตี นั่นมันคือสาวกมาร  จัดการได้เลย

ไม่ว่าผมจะเขียนไปอย่างไร ไม่น่าเชื่อถึงเพียงไหน  คนในภาคขาวด้วยกัน ไม่กล้าลงมือลงแรงออกมาต่อต้าน หรือออกมาด่า

ดังนั้น ขอประกาศไป ณ ที่นี่ว่า การที่ผมด่าคนนั้น ผมมีเกณฑ์ มีกติกา มีมารยาทของผม  ไม่ใช่นึกจะด่าคน ก็ด่ามั่วไปหมด

แต่ในหลายครั้ง ก็เป็นการยั่วกิเลสคนเหมือนกัน

ธรรมกาย นี้ก็มีหยาบละเอียดกว่ากันเข้าไปตามลำดับ กายธรรมกายแรกซึ่งเป็นกายที่ ๙ นั้นเรียกว่า ธรรมกายโคตรภูหยาบ

ในธรรมกายโคตรภูหยาบก็มีธรรมกายโคตรภูละเอียด, ในกายโคตรภูละเอียดก็มีกายพระโสดาปัตติมรรค ในกายพระโสดาปัตติมรรคก็มีกายพระโสดาปัตติผล,

ในกายพระโสดาปัตติผลก็มีกายพระสกิทาคามิมรรค ในกายพระสกิทาคามิมรรคก็มีกายพระสกิทาคามิผล, ในกายพระสกิทาคามิผลก็มีกายพระอนาคามิมรรค

ในกายพระอนาคามิมรรคก็มีกายพระอนาคามิผล, ในกายพระอนาคามิผลก็มีกายพระอรหัตมรรค ในกายพระอรหัตมรรคก็มีกายพระอรหัตผล เป็น ๑๘ กายด้วยกัน

กายตั้งแต่กายมนุษย์ กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม ทั้งหยาบทั้งละเอียดหมดทั้ง ๘ กายนี้เป็นกาย ปัญจขันธ์ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ใช่ตัวตน บุคคล เราเขา ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา

แต่กายทั้ง ๑๐ นับตั้งแต่กายธรรมโคตรภูขึ้นไปจนถึงธรรมกายพระโสดา ธรรมกายพระสกิทาคา ธรรมกายพระอนาคา ธรรมกายพระอรหัต ทั้งหยาบทั้งละเอียด นี้เป็น กายธรรมขันธ์ เป็นนิจจัง เป็นสุขัง เป็นอัตตา,

นิจจังเป็นของเที่ยง สุขังเป็นสุข อัตตาเป็นตัวของเรา เป็นกายของเราแท้ไม่ยักเยื้องแปรผัน

กายปัญจขันธ์เป็นกายโลกีย์ กายธรรมขันธ์เป็นกายโลกุตตระ

กายปัญจขันธ์สำหรับทำภูมิสมถะ คือ กัมมัฏฐาน ๔๐ กายโลกุตตระสำหรับทำภูมิวิปัสสนาไม่มีที่สิ้นสุด

ข้อความนี้อธิบายถึงเรื่องพระไตรลักษณ์ว่าอย่างเข้าใจง่ายๆ อ่านแล้วรู้เลย  สาวกพระพม่าเขียนหนังสือกันเป็นหมื่นเล่ม  คนแล้วก็พากันโง่งมงายอยู่อย่างนั้น





สมถกัมมัฏฐานของหลวงปู่ชั้ว

คำว่า “สมถกัมมัฏฐานของหลวงปู่ชั้ว” ก็คือการปฏิบัติธรรมของวิชาธรรมกายนั่นแหละ แต่ในเมื่อหลวงปู่ชั้วท่านเป็นผู้เขียน  จึงต้องตั้งชื่อแบบนั้น  หลวงปู่ชั้วท่านเขียน ไว้ดังนี้

สมถกัมมัฏฐาน ๔๐

แต่นี้ต่อไปจะกล่าวถึงกัมมัฏฐาน ๔๐ ก่อน ซึ่งจะใช้แต่เฉพาะกายโลกีย์ทั้ง ๘ คือ กายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียด, กายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด, กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด, กายอรูปพรหม กายอรูปพรหมละเอียด

ถ้าจะทำกัมมัฏฐาน ๔๐ ต้องสับกายซ้อนกายเสียก่อนจึงจะทำได้คล่องแคล่ว คือให้ถอยกลับออกมาจากกายที่ ๘ ออกมากายที่ ๗, แล้วก็ออกมากายที่ ๖, แล้วก็ออกมากายที่ ๕ ....แล้วก็ออกมากายที่ ๑,

แล้วกลับเข้ากายที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ....ถึงกายที่ ๘, แล้วก็กลับออกมาจากกายที่ ๘ ....ออกมากายที่ ๑ ให้ฝึกสับกายซ้อนกายอย่างนี้สัก ๗ เที่ยว หรือให้มากกว่า ๗ เที่ยวก็ได้ ให้เป็นวสี และก็ให้กายมันใสนั่นเอง ให้ใสเป็นแก้วทุกกาย

ตรงนี้หมายความว่า ใครที่จะเรียนกสิณได้นั้น จะต้องผ่านวิชา 18 กายไปก่อน และผ่านอย่างเชี่ยวชาญด้วย จึงจะสามารถเรียนกสิณได้

แต่ที่หลวงปู่ชั้วกล่าวถึงนั้น เป็นการสับกายซ้อนกายเฉพาะกายโลกีย์จำนวน 8 กายเท่านั้น ซึ่งก่อนที่จะถึงขั้นตอนนี้ ก็ควรจะสับกายซ้อนกายในระดับวิชา 18 กายมาก่อน จึงจะได้ผลดีที่สุด

เมื่อกายใสดีแล้ว ให้เข้าตั้งกสิณในดวงทุติยมรรคของกายทิพย์ พอดวงทุติยมรรคใสและใหญ่เท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ นึกบริกรรมว่า ปฐวีกสิณัง  ดินก็เกิดขึ้นในดวงนั้นเป็นปฐวีกสิณ ใสเหมือนแก้ว,

พอจิตละเอียดนิ่งแน่นเลยดินลงไป น้ำก็ผุดขึ้นเป็น อาโปกสิณ ในกลางดวงดินนั้น ดินก็เพิกหายไป

เมื่อจิตละเอียดเลยน้ำลงไป ลมก็ผุดขึ้นเป็น วาโยกสิณ ในกลางดวงอาโปกสิณนั้น อาโปกสิณก็เพิกหายไป,

ผุดขึ้นแล้วก็เพิกหายไปเป็นลำดับ คือ ที่ ๔ ก็ เตโชกสิณ, ที่ ๕ ก็นิลกสิณ (สีเขียว), ที่ ๖ ปิตกสิณ (สีเหลือง), ที่ ๗ โลหิตกสิณ (สีแดง), ที่ ๘ โอทาตกสิณ (สีขาว), ที่ ๙ อาโลกกสิณ (แสงสว่าง), ที่ ๑๐ อากาสกสิณ (ว่างเปล่า),

จะเห็นการฝึกกสิณ 10 ขอวิชาธรรมกายนั้น ฝึกได้ครบทั้ง 10 กสิณ แล้วก็เป็นการฝึกที่ถูกต้อง คือ ฝึกอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ซึ่งเป็นจุดอ่อนของมาร จะทำให้มารเข้าแทรกซ้อนปะปนได้ยาก

การฝึกกสิณของสายปฏิบัติธรรมอื่นๆ มักจะเป็นการฝึกกสิณนอกตัว ซึ่งเป็นกสิณของมาร และส่วนใหญ่แล้ว ก็จะอธิบายกันว่า ฝึกแบบเดียวก็พอ  ก็เหมือนกับการฝึก 10 อย่าง

ก็โกหกกันไป

พอจิตละเอียดเลยกสิณลงไปหนักเข้า กสิณก็เพิกหายไป ทีนี้อสุภะ ๑๐ ก็เกิดขึ้น คือกายเรานั้นเองเกิดขึ้นเป็นศพ ที่ ๑ เป็นศพที่ขึ้นพอง,

ที่ ๒ เป็นศพที่ขึ้นสีเขียว, ที่ ๓ เป็นศพที่ขึ้นอืดเต็มที่มีน้ำหนองไหล, ที่ ๔ เป็นศพที่ขาดปริ, ที่ ๕ เป็นศพที่ฝูงสัตว์กัดกิน, ที่ ๖ เป็นศพที่หลุดจากกัน, ที่ ๗ เป็นศพที่ขาดหลุดกระจัดกระจาย, ที่ ๘ เป็นศพที่เต็มไปด้วยเลือด, ที่ ๙ เป็นศพที่เต็มไปด้วยหมู่หนอน, ที่ ๑๐ เป็นศพที่เหลือแต่ร่างกระดูก

การฝึกอสุภะ 10 ของวิชาธรรมกายก็ง่ายมาก คือ เอากายของเราเป็นกรณีศึกษา ไม่ต้องไปเดินหาศพตามป่าช้า  ไม่ต้องไปหารูปภาพจากเน็ตต่างๆ ให้เสียเวลา

นอกจากนั้นแล้ว การฝึกอสุภะ 10 ในกายของเรา ตรงฐานที่ 7 นั้น เราจะไม่เกิดการกลัว หรือเห็นภาพที่น่กลัว จนกลายเป็นบ้าๆ

เพราะตอนนั้น สมาธิของเราดีมาก เป็นการศึกษาล้วน “รู้” และ “เข้าใจ” ตามสภาพความเป็นจริงล้วน  ไม่มีอาการกลัว หรือหวาดเสียวแต่อย่างใด

เมื่อจิตละเอียดนิ่งแน่นเลยอสุภะลงไป อสุภะก็เพิกหายไป อนุสสติ ๑๐ ก็เกิดขึ้น

พอจิตละเอียดเข้า ถึง พุทธานุสสติ คุณพระพุทธเจ้าก็เกิดขึ้น, พอจิตเข้าถึง ธัมมานุสสติ คุณพระธรรมก็เกิดขึ้น, พอจิตเข้าถึง สังฆานุสสติ คุณพระสงฆ์ก็เกิดขึ้น,

แล้วก็เกิดขึ้นตามลำดับไป, ที่ ๔ ระลึกถึง คุณของศีล คุณศีลก็เกิดขึ้น, ที่ ๕ ระลึกถึงคุณทาน คุณทานก็เกิดขึ้น, ที่ ๖ ระลึกถึงคุณที่ทำให้เกิดเป็นเทวดา คุณที่ทำให้เป็นเทวดาก็เกิดขึ้น,

ที่ ๗ ระลึกถึงกาย คุณที่ทำให้ระลึกถึงกายก็เกิดขึ้น, ที่ ๘ ระลึกถึงลมหายใจเข้าออก คุณที่ทำให้ระลึกถึงลมหายใจเข้าออกก็เกิดขึ้น, ที่ ๙ ระลึกถึงความตาย คุณที่ทำให้ระลึกถึงความตายก็เกิดขึ้น, ที่ ๑๐ ระลึกถึงคุณพระนิพพาน คุณที่ทำให้ระลึกถึงความดับทุกข์ก็เกิดขึ้น

กายทิพย์นี้ทำได้ ๓๐ ที่ตั้ง ดั่งนี้แล

จะเห็นว่า การฝึกสมถะกรรมฐานของวิชาธรรมกายตามคำอธิบายของหลวงปู่ชั้วนั้น ชัดเจน เป็นวิชาการ มีหลักฐานสนับสนุน 

ตั้งแต่กายมนุษย์จนถึงกายทิพย์ เราสามารถฝึกได้แค่สมถะกรรมฐาน 30 หัวข้อเท่านั้น เพราะที่เหลือเราะต้องใช้กายที่ละเอียดมากขึ้น นั่นก็คือ กายรูปพรหม กับกายอรูปพรหม

พอจิตละเอียดนิ่งแน่นเลยอนุสสติ ๑๐ ลงไป เข้าถึง เมตตาพรหมวิหาร พอจิตคิดรักใคร่ในสัตว์ทั่วไป ปฐมฌาน ก็เกิดขึ้นในกลางกายทิพย์ พร้อมกับรูปพรหมนั่งอยู่บนดวงฌาน ประกอบด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตารมณ์

ดวงฌานนั้นกว้างสองวาหนาหนึ่งคืบ กลมเหมือนดวงจันทร์ ใสเหมือนกระจกส่องหน้า

พอจิตนิ่งแน่นละเอียดหนักเข้าถึง กรุณาพรหมวิหาร อยากจะให้สัตว์พ้นทุกข์ ทุติยฌานดวงที่ ๒ ก็ผุดขึ้นในกลางดวงปฐมฌาน ปฐมฌานก็เพิกหายไป วิตก วิจาร ก็หายไปด้วย, เหลืออยู่แต่ปีติ สุข เอกัคคตารมณ์

พอจิตละเอียดนิ่งแน่นหนักเข้าไป ถึง มุทิตาพรหมวิหาร ความพลอยดีใจเมื่อผู้อื่นได้ดี ตติยฌานก็ผุดขึ้นในกลางดวงทุติยฌาน ทุติยฌานก็เพิกหายไป ปีติก็ละหายไปด้วย

พอจิตละเอียดนิ่งแน่นเข้าไปถึง อุเบกขาพรหมวิหาร ไม่ดีใจ ไม่เสียใจเมื่อผู้อื่นได้ทุกข์ จตุตถฌาน ฌานที่ ๔ ก็ผุดขึ้นมากลางดวงฌานที่ ๓ ฌานที่ ๓ ก็เพิกหายไป สุขก็หายติดไปด้วย เหลืออยู่แต่เอกัคคตารมณ์กับอุเบกขาที่ผุดขึ้นมากับฌานที่ ๔

กายรูปพรหมนี้ทำได้อีก ๔ ที่ตั้ง รวมเป็น ๓๔ กัมมัฏฐาน

ข้อดีข้อวิเศษของวิชาธรรมกายก็คือ ตรงนี้ เพราะเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า  ตรงนี้คือ การได้ฌาน 4 จากการฝึกสมถะกรรมฐาน

ในขณะที่สายปฏิบัติธรรมอื่นๆ ไม่เห็น “แผ่นฌาน” รู้เพียงแต่อารมณ์ฌานเท่านั้น วิชาธรรมกายเราจะเห็นแผ่นฌาณด้วย

สายปฏิบัติธรรมอื่นเวลาจะเปลี่ยนฌานนั้น จะสังเกตเอาจากอารมณ์ฌาน แต่วิชาธรรมกายเราเปลี่ยนที่แผ่นฌานกันเลย

เป็นวิชาที่มีคุณประโยชน์และสามารถเรียนได้อย่างรวดเร็ว

พอจิตละเอียดนิ่งแน่นหนักเข้า เลยรูปฌานทั้ง ๔ เข้าไป กายอรูปพรหมก็ผุดขึ้นในดวงตติยมรรคในกลางกายรูปพรหม

อรูปพรหมนั่งอยู่บนอากาศ (อากาสานัญจายตนะ) เห็นอากาศมีอยู่เต็มว่างกว้างสองวา หนาหนึ่งคืบ กลมเหมือนดวงจันทร์ ถ้าวัดกลมรอบตัวก็หกวา ถึงรูปฌาน ๔ วัดกลมรอบตัวก็หกวาเหมือนกัน

พอจิตละเอียดเลยอากาศหนักเข้าไป ก็คิดว่าอากาศนี้ยังหยาบนัก วิญญาณัญจายตนะ ก็ผุดขึ้นในกลางดวงอากาศ เป็นอรูปฌานที่สอง กว้างสองวา หนาหนึ่งคืบเหมือนกัน อากาศนั้นก็เพิกหายไป

พอจิตละเอียดนิ่งแน่นหนักเข้าเลยวิญญาณัญจายตนะเข้าไป ก็คิดว่าวิญญาณนี้ยังหยาบนัก อากิญจัญญายตนะ คือความว่างเปล่าไม่มีอะไรที่ละเอียดหนักยิ่งขึ้นไปอีก ก็ผุดขึ้นในกลาง ดวงวิญญาณัญจายตนะ เป็นอรูปฌานที่สาม วิญญาณัญจายตนะก็เพิกหายไป

ตรงอรูปฌานที่ ๓ นี้ที่พระพุทธเจ้าไปติดอยู่ที่สำนักของอาฬารดาบส ต้องไปเรียนต่อที่สำนักของอุทกดาบส

อุทกดาบสก็บอกให้ทำจิตให้ละเอียดให้ยิ่งขึ้น จนได้ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เกิดขึ้นอีก เป็นกัมมัฏฐาน ๓๘ ที่ตั้ง

ข้อความตรงนี้ก็เช่นเดียว ส่วนใหญ่นักประวัติศาสตร์จะรู้ว่า เจ้าชายสิตธัตถะ ไปเรียนที่สำนักอาฬารดาบส แล้วก็ไปต่อที่อุทกดาบส แต่ไม่สามารถอธิบายโดยละเอียดได้ว่า ทำไมจึงต้องไปเรียนถึง 2 แห่ง

ที่ ๓๙ อาหาเรปฏิกูลสัญญา เห็นอาหารที่เขาบริโภค อาหารนั้นเป็นของละเอียดนัก ซึมซาบอยู่ในข้าวในน้ำ เหมือนเค็มซึมอยู่ในเกลือ หวานซึมอยู่ในน้ำตาล หล่อเลี้ยงร่างกายเราอยู่ทั่ว เบื้องบนถึงปลายผม เบื้องต่ำถึงปลายเท้า ข้าวน้ำนั้นก็กลั่นเป็นมูตรคูถไป,

ที่ ๔๐ จตุธาตุววัตถานะ เห็นธาตุหล่อเลี้ยงอาหารและร่างกายเรา เบื้องบนถึงปลายผม เบื้องต่ำถึงปลายเท้า ขนเส้นหนึ่ง ผมเส้นหนึ่ง ยาวไปแค่ไหน ธาตุก็รักษาไปตลอดแค่นั้น

เป็น ๔๐ กัมมัฏฐานด้วยกัน เรียกว่า สมถะภูมิ แต่ข้างในกายเราจึงจะเอา ถ้าเกิดข้างนอกเป็นทัศนูปกิเลส ใช้ไม่ได้

นี่เป็นการเรียน การฝึกสมถะกรรมฐาน 40 อย่างครบถ้วน มีคำอธิบายพร้อม มีหลักเกณฑ์ มีตำรา มีครูอาจารย์ให้ถามไถ่ได้


ผู้อ่านลองถามตัวเองดูว่า สายปฏิบัติธรรมในประเทศไทย จะมีใครสามารถอธิบายได้อย่างนี้อีก